ตื้ดดดด ตื้ดดดด  ตื้ดดดด

 

2.

สันดานอันต่อมา ที่ทำให้ฉันเป็นบ้า หมดเนื้อหมดตัว และเกือบเสียผู้เสียคน นั่นคือ ... หงุดหงิดพวกไม่รับโทรศัพท์

มันจะต้องทุกครั้งทุกทีสิน่า เวลามีธุระอะไร แล้วโทรไปหาใคร ฟ้าฝนและบุคคลเหล่านั้นมักจะเป็นใจไม่รับสายอยู่ร่ำไป ปล่อยให้ฉันทรมานกายทรมานใจอยู่ฝ่ายเดียวเป็นเวลาเนิ่นนาน จนกดใหม่อีกครั้ง และมันก็ยังไม่รับสายอยู่ดี

ฉันเคยสอบถามผู้เชียวชาญด้านการไม่รับโทรศัพท์แล้ว ได้ความว่า เหตุผลในการไม่รับสายนั้น มีด้วยหลายประการ แจกแจงได้ดังต่อไปนี้

1.ไม่ว่าง

2.ไม่สะดวกจะรับ

3.ไม่ได้ยิน

4.ไม่รู้ว่าเป็นของตัวเอง

5.ไม่ทันที่จะรับ

6.ไม่มีแบตเตอรี่เหลือพอจะรับ

7.ไม่อยากรับ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน มันก็มีแต่คำว่าไม่ได้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งทำให้ฉันว้าวุ่นและรำคาญใจมากมาย โดยเฉพาะข้อสุดท้าย หากรู้ว่าเกิดขึ้นกับตัวเอง จะร้าวรานใจเป็นพิเศษถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไข้ขึ้นสลบไม่ฟื้นไปหลายวัน

ถ้าฉันโทรไปบอกว่า กูกำลังจะตาย แล้วมันไม่รับสาย ฉันก็คงตายอย่างเดียวดายนั่นแล

มีคนบอกว่าฉันบ้าบอกับเรื่องนี้มากเกินไป ซึ่งฉันก็ยอมรับด้วยหัวใจว่าใช่จริงๆ แต่มันทรมานมากๆเลยนะ ที่คนเราอยากพูดอะไรแล้วไม่ได้พูดออกไป ต้องเก็บเอาไว้อยู่กับตัวเองอย่างนี้

บางที เราอาจจะต้องรอ รอการสมควรแก่เวลา ที่จะได้มีโอกาสพูดมันออกไป

"ช่วย รับ ที"

 

 

สันดานไม่ใช่คำหยาบคาย รับไม่ได้ อย่าพูดเลย
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสสถานบัญญัติความหมายของคำนี้ไว้
ว่ามันคืออุปนิสัยที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

ใครไม่มีสันดานประจำกายนี่ถือได้ว่าเสียชาติเกิดมาก --- ฉันรู้สึกอย่างนั้น

เช่นกัน ฉันเป็นคนมีสันดานมาก มากจนอยากจะเอามาเล่า มาแบ่งปัน


1.

สันดานที่ฉันใช้เป็นประจำ ใช้ทุกวัน บ่อยกว่าแปรงฟันและอาบน้ำ
นั่นคือการชอบทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน

ฉันนั่งเย็บผ้า
ฉันนั่งเล่นเอ็ม
ฉันนั่งต่ออะคริลิก
ฉันนั่งแก้งานในโฟโต้ชอป
ฉันนั่งดื่มกาแฟสามชั่วโมงต่อแก้ว
และไม่กินข้าวกินปลา

นี่ยังไม่นับความคิดร้อยพันแปดประการ

เป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำสลับกันวนไปเวียนมา

และตอนนี้ฉันก็ยังทำทุกอย่าง โดยเพิ่มการเขียนบล็อกเข้ามาในวงจรนี้เป็นรายล่าสุด

ตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงตอนนี้ที่เป็นเวลาเกือบตีสาม
ฉันสงสัยเหลือเกินว่า กว่าจะเช้า สิ่งเหล่านี้จะมีอะไรเสร็จสิ้นเป็นชิ้นเป็นอันรึป่าว
คำตอบนั้นยังไม่มา เพราะว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่ควรจะเป็น

ฉันตั้งใจจะทำทุกอย่างเหมือนเดิมจนถึงรุ่งเช้า
เฝ้ารอคำตอบที่แก้ความกระจ่างให้กับคำถาม
โดยเห็นรำไรว่าอย่างน้อยๆบล็อกนี้ก็เขียนเสร็จก่อนสิ่งใด

หวังว่าอะไรๆทุกอย่างจะตามมา ... ถึงช้า ก็จะรอ

 

edit @ 2 Jun 2009 02:59:37 by z k i t ~ t a

 

สมยศเคยบอกกับฉันว่าเค้าจะกลับมาหาในช่วงเวลาที่ฝนตกติดกันสามวันสามคืน

เมื่อวานเป็นวันที่ฝนตก วันนี้ก็เป็นวันที่ฝนตก วันก่อนนั้นมันก็ตก จะว่าไป ช่วงนี้ฝนก็ตกทุกวัน แต่ยังไม่ปรากฏว่าช่วงเวลาใดที่มีฝนตกติดกันสามวันสามคืน และนั่นทำให้ฉันไม่มีโอกาสพบหน้าสมยศเสียที

.................

ณ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังในวันที่ฝนพรำ ไม่กระหน่ำ โรยร่วงแค่โปรยปรอย สมยศปรากฏตัวพร้อมแซกโซโฟนคู่ใจ และรองเท้าผ้าใบคู่เดิม ยืนเท่ค้างเคียงข้างด้านซ้ายเปียโนหลังใหญ่ พร้อมนักดนตรีไม่ทราบชื่อท่านหนึ่ง ฉันกับสมยศทักทายกันด้วยการสบสายตาเป็นเวลาเสี้ยววินาที

ทุกวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี สมยศจะมาเล่นดนตรีอยู่ตรงนี้เสมอ เช่นเดียวกัน ฉันก็จะมานั่งดื่มกาแฟแก้เซ็งตรงร้านไอศกรีมเยื้องไปทางด้านขวาของสมยศ ในวันและเวลาเดียวกันกับที่สมยศเล่นดนตรีเป๊ะๆ

มันไม่ใช่บุพเพวาสนาหรอก มันคือความตั้งใจชัดๆเลยล่ะ

ฉันชอบฟังสมยศและคุณนักดนตรีไม่ทราบชื่อบรรเลงดนตรีเป็นที่สุด ไม่ว่าใครจะขอเพลงอะไรก็ตามที่อยู่นอกเหนือลิสต์ประจำวันนั้น(ซึ่งฉันมานั่งฟังจนจำได้แล้ว) สมยศและนักดนตรีไม่ทราบชื่อ เล่นให้ฟังได้หมด ฉันนึกสงสัยว่า นี่มันเก่งถึงขนาดกับเล่นได้ทุกเพลงหรือว่ามันจ้างหน้าม้ามาสร้างกระแสวะ? แม้จะอยากเดินเข้าไปถาม ก็เกรงว่าจะมีคนคิดเหมือนกันและเข้าใจว่าฉันเป็นหน้าม้าไปเสียฉิบ ฉันจึงเลือกนั่งจิบกาแฟและเก็บความสงสัยนั้นไว้กับตัวเอง 

ในอดีตกาลก่อน ฉันเองก็เคยเป็นนักดนตรีเช่นเดียวกับสมยศนั่นแหละ แต่ด้วยเหตุผลปัญหาทางบ้าน ว่าที่นักดนตรีอาชีพก็พลันล่มสลาย และจึงได้ผันตัวเองมาเป็นผู้ฟังที่ดีแทนผู้บรรเลงที่เคยฝันใฝ่ อาจจะด้วยสำนึกภายในสิ่งนี้ก็ได้ ที่เป็นแรงดึงดูดให้ฉันสนใจและตัดสินใจทิ้งงานทิ้งการในช่วงเวลาบ่ายสามถึงห้าโมงเย็นทั้งหมด เพื่อมานั่งละเอียดกาแฟห่างจากสมยศออกมาประมาณสิบเมตรเห็นจะได้ และไม่เคยเข้าใกล้สมยศมากกว่านั้นเลย

สมยศเล่นแซกโซโฟน นักดนตรีไม่ทราบชื่อเล่นเปียโน ฉันนั่งดื่มกาแฟฟังเพลง เวลาล่วงเลยผ่านไป ฝนที่เคยโปรยปรายกำลังจะพ้นฤดู วันนั้นเป็นวันศุกร์ ตอนหกโมงเย็น มันไม่ใช่วันและเวลาปกติตามที่เราควรจะมาพบกัน แต่วันนั้นฉันมาร้านไอศกรีมเพื่อดื่มกาแฟ สมยศ และนักดนตรีไม่ทราบชื่อ ก็มาเล่นดนตรีซะอย่างนั้น เราพบกันโดยบังเอิญ และบังเอิญกว่าในเวลาต่อมาเมื่อเราสวนกันที่บันไดเลื่อนขึ้น-ลงของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ นั่นเป็นระยะที่เราใกล้กันที่สุดครั้งแรกตั้งแต่ฉันรู้จักสมยศมาเป็นเวลาสามเดือน

และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พบสมยศ

ไม่มีใครที่ฉันพอจะสอบถามได้ รู้ว่าสมยศและนักดนตรีไม่ทราบชื่อหายไปไหน ในวันอังคาร พุธ พฤหัสบดีต่อมา เขาไม่ปรากฏตัวออกมา แม้ว่าฉันแวะมาทั้งวันจันทร์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ด้วยแล้ว ก็ไม่พบเช่นกัน จะเป็นเช้าสายบ่ายเย็นของวันไหน ก็ไม่มี

... และนี่ก็ล่วงเลยมาสองปีแล้ว ฉันเดินผ่านที่เดิมที่เคยมีสมยศก่อนนั้นแทบทุกวัน ก็ไม่เคยพบสมยศสักครั้งเดียว

ในทุกครั้งที่เห็นฝนพรำ ไม่กระหน่ำ โรยร่วงแค่โปรยปรอย ฉันจะนึกถึงวันแรกที่ฉันกับสมยศได้พบกันทุกครั้งไป ไม่เคยคิดเหมือนกันว่า คนที่เป็นคนอื่นซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์เบาบางในหนึ่งช่วงเวลาอย่างสมยศนั้น จะทำให้คิดถึงกันได้มากขนาดนี้

.................

เมื่อวานเป็นวันที่ฝนตก วันนี้ก็เป็นวันที่ฝนตก วันก่อนนั้นมันก็ตก จะว่าไป ช่วงนี้ฝนก็ตกทุกวัน แต่ยังไม่ปรากฏว่าช่วงเวลาใดที่มีฝนตกติดกันสามวันสามคืน และนั่นทำให้ฉันไม่มีโอกาสพบหน้าสมยศเสียที

สมยศเคยบอกกับฉันว่าเค้าจะกลับมาหาในช่วงเวลาที่ฝนตกติดกันสามวันสามคืน

 

เป็น "ลม"

posted on 10 May 2009 15:56 by zkit-ta

 

ฟิ้วววววววววววว

ฟิ้วววววววววววว

เสียงอะไรซักอย่างแว่วผ่านหูไป คลับคล้ายคลับคลา ว่าเป็นเสียงของลม

...

ทุกครั้งที่เราพบว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ผ่านเข้ามาใช้ชีวิต มันกำลังจะผ่านไปไม่มีวันกลับมา เรามักจะแต่งตั้งให้สิ่งนั้นเป็น "ลม"

 

ลมเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างเดียว ที่ไม่ค่อยได้อยู่ในความทรงจำของเราเท่าไรนัก ออกจะไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆต่อสิ่งนี้ ถ้าเทียบกับที่เราชอบฝน กลัวฟ้าผ่า รำคาญฟ้าร้อง เบื่อแดดออก อยากเห็นหิมะ ภาวนาเมื่อเห็นดาวตก ฯลฯ

จะว่าไป เกิดมาเราก็ไม่เคยเห็นหน้าตาของลม (ไม่นับรวมพายุหรือความกดอากาศใดๆ) แล้วทุกทีที่ลมพัดผ่านไป มันก็รวดเร็วมากจริงๆ จนเราไม่สามารถจดจำอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย ถึงจำได้ แต่มันก็เลือนลางเต็มที

ถ้าเป็นเกี่ยวกับลม เรามีแค่ความทรงจำเดียวที่ติดแน่นและทนนานมาก มันเป็นเรื่องตอนปฐมนิเทศน์เข้าม.ปลาย ที่โรงเรียนรัตนาธิเบศร์ เมื่อนานมาแล้ว บรรยากาศภายในก็เป็นเหมือนการปฐมนิเทศน์ทั่วๆไป หากแต่อากาศวันนั้น มันไม่ค่อยทั่วไปเท่าไหร่ เราจำได้ดีว่า วันนั้นมันร้อนมาก โคตรร้อน ร้อนชิบ....

ในขณะที่อากาศกำลังฝึกความอดทนให้กับเราไปพร้อมๆกับการฟังอาจารย์พูดอยู่นั้น มีอาจารย์ท่านนึงคงสังเกตเห็นความอึดอัดของบรรดาเหล่านักเรียนหน้าใหม่และเก่า ที่แทบจะคลั่งตายกับอากาศเมืองไทย ทั้งที่ก็อยู่กับอากาศแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว ท่านกล่าวว่า

"นักเรียนทุกคนครับ ครูรู้ว่านักเรียนร้อน แต่อยากให้อดทนกันหน่อย เพราะทันทีที่อุณภูมิภายนอกร่างกายร้อนขึ้นมากๆ ซักพักเราจะรู้สึกเย็นลง ทันทีที่เราปรับสภาพได้ ลมที่พัดมาแค่แมลงวันบิน ก็จะเป็นลมที่เย็นที่สุดในทันที"

ไม่นานหลังจากอาจารย์กล่าวจบ ลมที่พัดเข้ามาเพียงน้อยนิดหลังจากร้อนมากๆ นั้น มันเย็นจริงๆด้วย!!!

เรื่องวันนั้นเป็นสิ่งที่ติดใจเรามาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ไม่เคยได้พิสูจน์ซักที ว่ามันเป็นทฤษฎีหรือแค่คำปลอบใจ

 

และทุกครั้งที่คิดถึง "ลม" เราจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทันที อย่างน้อยๆก็ยังได้รู้สึกดีๆกับวินาทีที่ "ลม" พัดผ่านมาอยู่บ้าง

edit @ 10 May 2009 16:45:36 by z k i t ~ t a

edit @ 10 May 2009 16:46:37 by z k i t ~ t a

ผลอย ผลอย

posted on 26 Apr 2009 19:13 by zkit-ta
เมื่อเวลา สามนาฬิกา ไม่แน่ใจว่ากี่นาที และกี่วินาที
เสียงรบกวนจากฟากฟ้า และสายฝน ก่อกวนการทำงานของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก
ไอ้การนั่งตัดผ้า ณ เวลานั้น ใครจะรู้บ้างล่ะ ว่ามันต้องใช้สมาธิมากแค่ไหน
รอแล้วรอเล่า ให้เค้าหยุดโวยวาย แต่ท่าทางความเงียบที่เอาเข้าข่มจะไม่ได้ผล
อันจะมาตะโกนต่อสู้กัน ก็เกรงว่าเรานั้นจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
ข้าพเจ้า จึงตัดสินใจ ล้มตัวลงบนเตียง
พลิกตัวต่อสู้กับเสียงฝนและอากาศอบอ้าวอยู่หลายที สุดท้ายก็เสียที เผลอหลับไป
คุณฟ้าคุณฝนยังโวยวาย จนถึงรุ่งสาง เสียงของเค้ายังคงเลือนลางอยู่ในโสตประสาทของข้าพเจ้าอยู่
...
สายของวันอาทิตย์ เสียงรถเมล์ สามล้อเครื่อง มอเตอร์ไซค์ และรถอะไรต่อมิอะไร ช่างบางเบา
ต่างจากวันอื่นๆที่ประชากรทั่วไปทำงานพอสมควร
ไอ้ตึกที่ข้าพเจ้าอยู่ ก็แนบเนื้อกับถนนบดชื่อดังใจกลางเมืองเสียเหลือเกิน
ในวันนี้ ที่มันเงียบลงมาหน่อย ก็ทำให้รู้สึกดี อยู่บ้างเหมือนกัน
ความจริง มันจะเป็นวันไหน อย่างไร ก็เหมือนกันกับข้าพเจ้าในทุกวันนี้
เพราะว่าชีวิตข้าพเจ้าไม่ต้องมีอะไรรับผิดชอบมากมาย
นอกจากการรับผิดชอบตัวเองให้ยังดำรงอยู่ได้ก็เป็นพอ
งานก็ไม่มีจะทำ เงินก็ไม่มีจะใช้ นับว่าเป็นความท้าทายอยู่มิใช่น้อยกับการอยู่ในสังคมเมืองแบบนี้
เสียแต่ว่า ข้าพเจ้าไม่ชอบความท้าท้ายหวาดเสียวประเภทไหนเลยนี่สิ ... เลยไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่
ท้องฟ้า สายฝน ไม่ส่งเสียงโวยวายให้รำคาญใจอย่างเช่นเมื่อคืน
แต่สีของมัน ขมขื่นเกินที่ข้าพเจ้าจะทนมองนานไหว
ไม่ต้องสืบ ไม่ต้องหา ไม่ต้องเดา อีกไม่นานมันจะโวยวายอีกครั้งแน่นอน
เปิดดูทีวี ช่องสามสี มีพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดพายุฝน
และขอพบกับรายการต่อไป หมอลักษณ์จะขอฟันธงว่า ราศีไหน จะมีคู่ยากที่สุด
หลังจากนั้น พบกับรายการเต้นแรงเต้นกา ของดาราผู้เลอโฉม
ไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการเดินกดไปปิดทีวีด้วยตัวเอง
โดยไม่ใช้รีโมตให้มันกินไฟจากถ่านอัลคาไลน์เสียเปล่าๆ
ฝนห่าใหญ่ ก็พังทลายลงมาจากฟากฟ้า เหมือนกับว่าเก็บกดเสียเต็มประดา ตั้งแต่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อเช้าจนถึงตอนนี้
และหมอลักษณ์ไม่ทันจะได้ฟันใคร ข้าพเจ้าก็ได้ปิดทีวีฉับไปเสียแล้ว
หนังสือที่หยิบมาอ่าน เป็นเวลาเนิ่นนานที่มันยังอยู่ตรงนั้น ไม่ต่ำกว่า 2 ปีแล้วด้วยซ้ำตั้งแต่ได้มาไว้ในครอบครอง
จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ทั้งที่เจอกันออกจะบ่อย นักเขียนในดวงใจเสียด้วยสิ แต่ข้าพเจ้าก็ยังจำชื่อมันไม่ได้ซักกะที
หวังว่ามันจะคงไม่น้อยใจอะไรมากมาย หรือหากน้อยใจก็ขอให้มันเก็บไว้มิดชิดหน่อยก็ดี
กลัวใจตัวเองทุกที ที่หันไปเห็นจะรู้สึกผิดเสียไม่ได้ ที่ทำร้ายจิตใจใครไป
ช่างเป็นความคิดที่แตกต่างจากความเป็นจริงในตอนนี้ที่เป็นอยู่เสียเหลือเกิน
บรรยากาศอันแสนอึมครึมเช่นนี้ ความจริงข้าพเจ้าก็ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่ที
แต่กับคราวนี้ กลับรู้สึกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
... ข้าพเจ้าอยากไปปลูกป่ามากเลย